เสน่ห์วิถีชีวิตบ้านนาคูณทุ่ง นครพนม: ความอุดมสมบูรณ์ริมแม่น้ำอูนและภูมิปัญญาท้องถิ่น
บ้านนาคูณทุ่ง ตั้งอยู่ในพื้นที่ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม เป็นหมู่บ้านที่ขึ้นชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์อย่างมาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความโชคดีทั้งทรัพยากรในน้ำและในป่า ชุมชนแห่งนี้มีวิถีชีวิตที่ผูกพันอย่างแนบแน่นกับ “แม่น้ำอูน” ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญที่ไหลคดเคี้ยว โดยมีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาภูพาน แม่น้ำสายนี้ไม่เพียงแต่หล่อเลี้ยงผู้คนในจังหวัดนครพนมเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญครอบคลุมไปถึงชาวจังหวัดสกลนครอีกด้วย บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกถึงวิถีชีวิต ภูมิปัญญาพื้นบ้าน และความงดงามของการพึ่งพาธรรมชาติตามแบบฉบับของชาวบ้านนาคูณทุ่ง
สายน้ำอูน แหล่งอู่ข้าวอู่น้ำ และวิถี “แพสะดุ้ง”
แม่น้ำอูนเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่และเป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำของชาวบ้าน ในช่วงหน้าแล้ง แม่น้ำแห่งนี้จะเป็นแหล่งหาปลาและพื้นที่ปลูกผักปลูกหญ้า ในขณะเดียวกันก็เป็นแม่น้ำสายหลักสำหรับการทำเกษตรกรรม รวมถึงใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค เนื่องจากเป็นแหล่งน้ำที่อุ่นตลอดทั้งปี
เอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดริมแม่น้ำอูนบริเวณหมู่บ้านนาคูณทุ่งและหมู่บ้านใกล้เคียง (เช่น บ้านม่วง บ้านตาล) คือการทำ “แพสะดุ้ง” ซึ่งเป็นแพที่ทำจากไม้ไผ่ ตั้งเรียงรายอยู่ในลำน้ำประมาณ 20 หลัง การหาปลาด้วยแพสะดุ้งนั้น ชาวบ้านจะเลือกทำเลที่เรียกว่า “ลวง” ซึ่งหมายถึงบริเวณจุดโค้งของแม่น้ำ เมื่อน้ำไหลมาถึงจุดโค้ง น้ำจะเกิดการหมุนวนเป็นเวิ้งและดึงปลาเข้าไป ทำให้เวลาชาวบ้านยกสะดุ้ง (ยอสะดุ้ง) จะสามารถดักจับปลาได้เป็นอย่างดี ลวงสะดุ้งนี้ถือเป็นมรดกตกทอดกันมานับร้อยปี โดยเป็นกรรมสิทธิ์ที่รู้กันเองในชุมชนด้วยความเกรงอกเกรงใจ อาศัยการอยู่ร่วมกันโดยไม่มีใบสัญญาหรือเอกสารสิทธิ์ใดๆ

การยกสะดุ้งเพื่อจับปลานั้นทำได้ตลอดทั้งวัน โดยหน้าฝนจะจับปลาได้มากในเวลากลางวัน ส่วนหน้าแล้งจะจับได้มากในเวลากลางคืน อาชีพนี้สืบทอดกันมาตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงผู้สูงอายุ ปลาที่จับได้มีหลากหลายชนิดรวมถึงปลาชะโดตัวใหญ่ หากจับปลาได้เป็นจำนวนมาก ชาวบ้านจะนำมาถนอมอาหารโดยการทำเป็น “ปลาร้า” เก็บไว้ในไหขนาดใหญ่ ซึ่งบางไหสามารถเก็บไว้กินได้นานเป็นปี นอกจากนี้ ชาวบ้านยังมีวัฒนธรรมการแบ่งปันที่น่าประทับใจ หากจับปลาตัวใหญ่ได้ก็จะนำมาแบ่งปันคัวกินกันในหมู่พี่น้อง ส่วนปลาตัวเล็กนั้นก็จะเก็บไว้เอง
เมื่อแพสะดุ้งใช้งานไปได้ประมาณ 3-5 ปี ไม้ไผ่จะเริ่มผุพังและจมน้ำ ทำให้ต้องมีการซ่อมแซม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “การซ้อนแพ” การซ่อมแพนี้ต้องอาศัยความสามัคคีของคนในชุมชนที่มาช่วยกันดึงเชือก ถอดลำไผ่เดิมที่ผุออก และมุดน้ำสอดไม้ไผ่ลำใหม่เข้าไปแทนที่ ซึ่งต้องใช้ความอดทนและใช้เวลานานถึง 4-5 ชั่วโมง แม้ว่าฝนจะตกหนัก ชาวบ้านก็ไม่ย่อท้อและช่วยกันจนเสร็จโดยไม่ต้องจ้างแรงงาน

เสน่ห์ป่าชุมชน: แหล่งอาหารพื้นบ้านตามฤดูกาล
ในช่วงหน้าแล้ง ชาวบ้านไม่ได้พึ่งพาแค่การหาปลาในแม่น้ำเท่านั้น แต่ยังเข้าป่าชุมชนเพื่อหาอาหารตามฤดูกาลอีกด้วย ของป่ายอดนิยมในช่วงนี้คือ “จักจั่น” ซึ่งชาวบ้านต้องออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ประมาณตีสี่ครึ่งเพื่อฟังเสียงร้องและตามหาตัว อุปกรณ์ที่ใช้จับจักจั่นเป็นเพียงไม้สอยขนาดยาวประมาณ 5 เมตร และใช้ “ยางไม้” (จากต้นข่อยหรือต้นขนุน) ที่นำมาลนไฟให้ละลาย แปะติดที่ปลายไม้เพื่อไปแตะตัวจักจั่นไม่ให้บินหนี เทคนิคสำคัญคือต้องสอยจากด้านหลังของตัวจักจั่น จักจั่นที่ได้มักจะนำไปทำเมนู “ป่น” รสชาติแซ่บ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันปัญหาความแห้งแล้งและฝนไม่ตกตามฤดูกาลทำให้จำนวนจักจั่นลดลงกว่าแต่ก่อนมาก
นอกจากจักจั่นแล้ว การหา “ไข่มดแดง” ก็เป็นอีกหนึ่งวิถีชีวิตที่น่าสนใจ ผู้เชี่ยวชาญการหาไข่มดแดงต้องเดินเท้าไกลถึง 4-5 กิโลเมตรต่อวัน พวกเขาใช้ไม้สอยขนาดยาวแหย่และเคาะรังมดแดงให้ไข่ตกลงมาในอุปกรณ์ที่รองรับไว้ โดยใช้แป้งมันเป็นตัวช่วยแยกตัวมดออก และต้องอดทนต่อการถูกมดแดงกัด ในบางครั้งระหว่างทาง ชาวบ้านก็อาจจะโชคดีได้เจอ “มิ่ม” หรือรังผึ้งป่า นำน้ำหวานมากินเป็นของหวานชูกำลังได้อีกด้วย วัตถุดิบชั้นยอดเหล่านี้ถูกนำมาปรุงเป็นเมนูเด็ดอย่าง แจ่วจักจั่น ก้อยไข่มดแดง และแกงผักหวานไข่มดแดง

“กระติ๊บข้าว” มรดกทางภูมิปัญญาและการสร้างอาชีพ
อีกหนึ่งภูมิปัญญาที่แทรกซึมอยู่ในสายเลือดของชาวบ้านนาคูณทุ่งคือ การสานกระติ๊บข้าว หากเดินเข้ามาในหมู่บ้าน จะพบเห็นชาวบ้านพกตอกไม้ไผ่ติดตัวไปสานด้วยในทุกๆ ที่ ไม่ว่าจะไปหาเพื่อนหรือนั่งคุยกัน ภูมิปัญญานี้ได้รับการถ่ายทอดจากปู่ย่าตายายมานานกว่า 20 ปี โดยเฉพาะผู้หญิงในหมู่บ้านนี้ หากสานกระติ๊บไม่เป็น จะมีคำเตือนจากผู้ใหญ่เลยว่า “อย่าเพิ่งไปมีครอบครัว” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของทักษะนี้
ขั้นตอนการทำกระติ๊บข้าวนั้นแฝงไปด้วยความชาญฉลาด ชาวบ้านจะคัดเลือกไม้ไผ่ที่มีอายุประมาณ 1 ปี เพราะมีความนิ่มกำลังดี จากนั้นนำตอกไม้ไผ่ไป ต้มกับเกลือเพื่อป้องกันเชื้อรา และใส่ใบสะเดาลงไปเพื่อป้องกันมอด ซึ่งเป็นวิธีการถนอมเนื้อไม้แบบโบราณที่ได้ผลดีเยี่ยม กระติ๊บข้าวของที่นี่มีหลากหลายขนาด ถูกนำไปใช้ทั้งการใส่ข้าวไปทำบุญที่วัด ให้เด็กนำไปตอนเลี้ยงควาย หรือใช้กินข้าวในบ้าน ในอดีต การนำกระติ๊บข้าวไปขายยังสามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ถึงขนาดที่ผู้ชายในหมู่บ้านสามารถเก็บหอมรอมริบเงินจากการขายกระติ๊บข้าวไปเป็นค่าสินสอดแต่งภรรยา (หลักหลายพันบาท) ได้เลยทีเดียว

บทสรุป วิถีชีวิตของชาวบ้านนาคูณทุ่ง อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นถึงความงดงามของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นความรู้เรื่องกระแสน้ำในการทำแพสะดุ้ง ความเชี่ยวชาญในการหาของป่าอย่างจักจั่นและไข่มดแดง หรือความประณีตในการสานกระติ๊บข้าว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่ควรค่าแก่การรักษา เพราะความสุขของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน แต่วิถีชีวิตที่เรียบง่ายและเกื้อกูลกันแบบนี้ คือความสุขที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง